| Mansuang's profileเว็บไซต์ส่วนบุคคล และ E-...PhotosBlogLists | Help |
เว็บไซต์ส่วนบุคคล และ E-Learningเพื่อการเผยแพร่ผลงานและผลการปฏิบัติหน้าที่ราชการ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เผยแพร่ในวารสารโรงเรียนแม่จันวิทยาคม
|
“ชน”ปัจจุบันความขัดแย้งที่ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาและเจริญงอกงาม มีสาเหตุมาจาก “ชน” สองประเภทที่มีอัตตาสูง ได้แก่ “อภิสิทธิ์ชน” หมายถึง ชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่ง กับ “เสรีชน” หมายถึง ปัจเจกชนที่ถือว่ามีอิสระและเสรีภาพความเป็นไทในการกำหนดและดำเนินชีวิตของตนเอง แต่ ความมีอิสระและเสรีภาพของตนเองนั้นต้องเคารพและไม่ไปลิดรอนอิสระและเสรีภาพของคนอื่นเช่นกัน นั่นถึงจะเรียกว่า “เสรีชน” อย่างแท้จริง ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะกลายเป็น “ทรชน” แต่บางคน เป็นทั้ง “อภิสิทธิ์ชน” และ “เสรีชน” ในคนๆ เดียวได้ก็มีเหมือนกัน จนกลายสภาพเป็น “ทรชน” ในทันที ผมก็เป็น “เสรีชน” คนหนึ่งที่เคารพในอิสระและเสรีภาพของคนอื่นเช่นกัน ในทุกองค์กรจะประกอบไปด้วย “ชน” สองประเภทนี้อยู่เสมอ บางองค์กรก็มี “อภิสิทธิ์ชน” อยู่มากจนทำให้ “เสรีชน” อยู่อย่างไม่มีความสุขจนทำให้ “เสรีชน” หลายคนที่ตั้งใจทำงานเกิดการท้อแท้ “เสรีชน” บางคนเกษียณตัวเองก่อนอายุการทำงานจริง ส่งผลให้ขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ มีประสิทธิภาพ และคุณภาพสูง ช่วยทำงานให้องค์กรพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง และประสพผลสำเร็จในเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ขององค์กรอย่างแท้จริงหลาย องค์กรที่มี “อภิสิทธิ์ชน” อยู่มากมาย แต่ “อภิสิทธิ์ชน” เหล่านั้น “ไร้ประสิทธิภาพ” จนทำให้องค์กรนั้น “ขาดคุณภาพ” หรือ “ไม่ได้มาตรฐาน” องค์กรขาดความเสถียรภาพ ไม่ต้องตอบว่าองค์กรจะเป็นอย่างไรต่อไป คุณผู้อ่านคงมีตำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วใช่ไหมครับ จากประสบการณ์ 7 ปี ในการทำงานของผมเอง ทำงานมาแล้ว 6 องค์กร แต่ละองค์กรนั้นมีความคล้ายคลึงกันในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย พันธกิจ จุดประสงค์ จุดมุ่งหมาย ผลที่คาดหวัง สุดแล้วแต่จะเรียกว่าอะไร แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เหมือนกัน คือ เรื่องของ “อภิสิทธิ์ชน” กับ “เสรีชน” ที่มีความเลื่อมล้ำกันอย่างเห็นได้ชัดเจน “อภิสิทธิ์ชน” สามารถกระทำในสิ่งที่ “เสรีชน” ที่ดีกระทำมิได้อย่างหน้าตาเฉย และบางครั้งสิ่งที่ “อภิสิทธิ์ชน” กระทำนั้นอาจจะดีหรือไม่ดี แล้วแต่กาละและเทศะที่เกิดการกระทำนั้นๆ ในสัจธรรมของทุกองค์กร “เสรีชน” มักมีความสำคัญน้อยกว่า “อภิสิทธิ์ชน” เสมอ ส่งผลให้ “เสรีชน” ที่ตั้งใจทำงานท้อใจ เกือบจะยับยั้งชั่งใจไม่ได้ จนทำให้ “เสรีชน” บางคนจะกลายสภาพเป็น “ทรชน” ในอารมณ์ชั่ววูบ อีกทั้ง “อภิสิทธิ์ชน” เหล่านั้นมีอัตตาสูง ไม่ยอมลดอัตตาเพื่อแหวกสิทธิ์อันยิ่งใหญ่ของตัวเอง ให้ “เสรีชน” ได้ใช้สิทธิ์อันน้อยนิดที่มีอยู่ เพื่อขอโอกาสได้แสดงความสามารถที่มีอยู่ ก่อนที่ความสามารถที่มีอยู่นั้นจะถูกเก็บลงหีบปิดฝาแล้วล็อกกุญแจไว้ รอเปิดหีบอีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงเวลาอันสมควร หรือไม่ก็จะถูกถ่วงน้ำทิ้งไปเสียก็เป็นได้ ระบบขององค์กรที่ขาดความเป็นธรรมและขาดคุณธรรมในการบริหารจัดการ มักจะก่อกำเนิด “อภิสิทธิ์ชน” ขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะ “อภิสิทธิ์ชน” ที่มีทั้งเงินและอำนาจ ที่ช่วยให้ตัวเองเป็น “อภิสิทธิ์ชน” เต็มขั้น “เสรีชน” บางคนก็อยากยกระดับตัวเองให้เป็น “อภิสิทธิ์ชน” โดยการแฝงตัวไปกับ “อภิสิทธิ์ชน” เพื่อให้ได้ใช้สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ของ “อภิสิทธิ์ชน” ไปหาโอกาสที่ตนเองต้องการจนเกินงาม กลายเป็น “ทรชน” ในคราบของ “เสรีชน” ไปเลยก็มี ดูแล้วเหมือน “อภิสิทธิ์ชน” นั้นเป็นคนไม่ดีใช่ไหมครับ? “อภิสิทธิ์ชน” ก็เหมือนกับ “เสรีชน” มากมายเป็นคนดี และอีกมากมายเป็นคนไม่ดี ถ้าเป็นคนไม่ดีก็จะกลายสภาพเป็น “ทรชน” ในทันที ฉะนั้นต้องควบคุมจิตใจและสมองของตนเองให้คงสภาพเดิมไว้มิให้กลายสภาพเป็น “ทรชน” กระนั้นแล้ว มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานเหมือนกัน แตกต่างกันที่การได้มาซึ่งความต้องการพื้นฐานนั้นต้องยืนอยู่บนความพอดี พอเพียง และพองาม มิให้เกิดการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนทำให้ประชาธิปไตย ถูกกลบด้วยเสียงข้างมากที่มิใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง แล้วเสรีภาพก็จะเกิดขึ้นย่อมหญ้า เพราะมนุษย์มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันทุกคนในสังคมที่พัฒนาเจริญงอกงามแล้ว
"โอกาส"สวัสดีครับทุกท่านที่เข้าชมเว็บไซต์ เป็นบทความแรกเรื่อง “โอกาส” ที่ตั้งใจเขียนขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานตั้งแต่บรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการครูมาเป็นระยะเวลา 5 ปี เต็ม กับ “ความน้อยเนื้อต่ำใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ตั้งใจปฏิบัติงาน แต่ไม่ได้รับ “โอกาส” ผมได้เข้าสมัครสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นพนักงานครูเทศบาลของเทศบาลเมืองเชียงรายเมื่อปี พ.ศ. 2545 สมัยนั้นยังไม่ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลนครเชียงราย และได้ “โอกาส” สอบติดลำดับที่ 26 จากทั้งหมดขึ้นบัญชีไว้ทั้งหมด 33 คน และในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2547 ทางเทศบาลเมืองหัวหินได้ขอใช้บัญชีการสอบแข่งขันของเทศบาลเมืองเชียงราย และกระผมก็ได้ “โอกาส” บรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานครูเทศบาล สังกัดเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำรงแต่งแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 3 ที่โรงเรียนเทศบาลบ้านหัวหิน (ท.1) มีนักเรียนในปี 2547 ประมาณ 1,500 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึง ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่การสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการจนเป็นที่เด่นชัดของโรงเรียนตลอดมา และในช่วงเดือนกันยายนของปี พ.ศ. 2547 เป็นช่วงของการพิจารณาความดีความชอบ กระผมได้รับ “โอกาส” เสนอชื่อเข้าพิจารณาความดีความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือน “หนึ่งขั้น” ซึ่งปกติแล้วตามกฎหมายแล้วข้าราชการที่ “บรรจุแต่งตั้งใหม่” “โอนหรือย้าย” เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ราชการมีสิทธิได้รับการพิจารณาความดีความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือนอยู่แล้ว ควบคู่กันช่วงนั้น พรฎ. เงินเดือน ฉบับใหม่ออกมาพอดี ผมก็ได้รับ “โอกาส” เลื่อนตำแหน่งจาก อาจารย์ 1 ระดับ 3 เป็น อาจารย์ 1 ระดับ 4 ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 อย่างไม่ได้คาดหวัง ในปีเดียวกัน สพฐ. ได้เปิดสอบบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครู ครั้งที่ 1/2547 ซึ่งเป็นการเปิดสอบครั้งแรกที่เป็นการรวมกันของ สปช. และ กรมสามัญ เป็น สพฐ. ในฐานะกรม มีศูนย์สอบทั่วประเทศ และสพฐ. ให้คณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกข้อสอบ ผมได้ขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการกองการศึกษา เข้าสมัครสอบบรรจุดังกล่าว ผมได้ “โอกาส” สมัครสอบ ณ ศูนย์สอบจังหวัดเชียงใหม่ เลือกลงจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดภูมิลำเนาของตัวเอง และได้ “โอกาส” สอบติดพอดี และได้เลือกปฏิบัติหน้าที่ราชการที่โรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 ที่ตนเองต้องการ เพราะได้ “โอกาส” เลือกเป็นคนแรกของบัญชี และได้ทำเรื่องขออนุญาตโอนตำแหน่งจากสังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองหัวหิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ไปสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ข้ามกระทรวงมา ผมได้การดำเนินการเรื่องขอโอนข้ามสังกัดมาด้วยตนเอง ใช้เวลาทั้งสิ้น 7 เดือนเต็ม (พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 – พฤษภาคม พ.ศ. 2548) และได้มาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนใหม่ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 บัดนั้นเป็นต้นมา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2548 นั้น ผมตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการจนเป็นที่เด่นชัดของโรงเรียนตลอดมา การพิจารณาความดีความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือน “ครึ่งขั้น” รวมกับเมษายน 2548 จากเทศบาลเมืองหัวหิน ทั้งปีก็เป็น “หนึ่งขั้น” จากนั้นตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้ “โอกาส” รับพิจารณาความดีความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือน “ขั้นครึ่ง” ทุกปี เท่ากับข้าราชการท่านอื่นๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการ “ปกติ” ในปี พ.ศ. 2551 เมื่อมี กฎ อ.ก.ค.ศ. เรื่อง การปรับเกณฑ์วิทยฐานะใหม่ ผมจึงหวังอยากส่งผลงานของตัวเองที่มีอยู่เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ พร้อมกันนั้นก็มีการประกวดผลงานครูแกนนำ และครูเกียรติยศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ขึ้นมา ผมได้รับ “โอกาส” ผ่านการประเมินดังกล่าว เป็นครูแกนนำ สาขาคอมพิวเตอร์ ช่วงชั้นที่ 4 ของกลุ่มมัธยมศึกษาตอนปลาย และได้รับ “โอกาส” ผ่านการประเมินเป็นครูเกียรติยศ สาขาคอมพิวเตอร์ ช่วงชั้นที่ 4 ของเขตพื้นที่การศึกษาฯ พร้อมที่จะนำผลงานดังกล่าวร่วมประกอบการเสนอขอเลื่อนวิทยฐานะ และหวังใจจะได้ “สองขั้น” เหมือนปี พ.ศ. 2550 ที่ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ให้ครูที่ไม่ใช่เด็กท่าน เด็กนาย มี “โอกาส” ได้ “สองขั้น” เพื่อให้มี “โอกาส” ได้ลืมตาอ้าปาก ดีใจที่จะได้ระดับขั้นเงินเดือนถึงขีดของ “โอกาส” เสนอผลงานทางวิชาการเข้าสู่ตำแหน่งครูชำนาญการ หรือชำนาญการพิเศษ หรือเชี่ยวชาญได้ แต่ในปี พ.ศ. 2551 มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า “ครู TA ปีนี้ไม่ต้องหวังสองขั้นหรอก เขาไม่ติดปลายไม้ปลายนวมให้หรอกนะ” พอได้ยินคำนี้ อึ้งกิมกี่ ไปพักหนึ่ง แล้วก็คิดไปในทางที่ดีว่าคงเป็นเพียงคำพูดล้อเล่นของผู้ใหญ่นะ เขตพื้นที่เขาคงไม่ทอดทิ้งเราหรอก พอมี “โอกาส” สนทนากับผู้บริหารท่านหนึ่งก็ขออนุญาตท่านถามว่า “ครู TA ปีนี้ไม่มีติดปลายไม้ปลายนวมจริงหรือครับ” ท่านผู้บริหารก็ตอบว่า “เท่าที่ได้ทราบข่าวมาที่ประชุมฝ่ายบริหารไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้นะ” เท่านี้แหละครับผมสรุปคำตอบได้เลยว่าปีนี้อดแน่ๆ แต่ก็ยังไม่หมดความหวังคิดว่าโรงเรียนคงให้เราแน่ๆ แต่ที่ไหนได้เดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน และ จ.18 ออกมา สรุปแล้วก็อดตามเคย คนที่มาทีหลังยังได้เลย นี่แหละสัจธรรม "เด็กใครก็เด็กใครสิให้รู้บ้าง" แม้กระนั้นก็ตาม “โอกาส” นั้นสำคัญจะสำหรับทุกคนก็ตาม ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่ให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่กลัวเด็กรุ่นใหม่ก้าวเร็วกว่าตน ยอมลุกจากเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งอยู่นานมาก ให้เด็กลองแสดงความสามารถ เห็นและให้ความสำคัญของเด็ก รับรองได้ว่าเด็กที่ท่านให้ “โอกาส” คนนั้น เขาจะยอมทำงานให้ท่านแบบถวายหัว และจะไม่ลืมบุญคุณท่านที่ให้ “โอกาส” นั้นตลอดชีวิตเลยทีเดียว ผมได้ฟังประโยคทองจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยถ่ายทอดความรู้ชั้นสูงให้ ท่านได้กล่าวถึง “โอกาส” ว่า “คนที่จะมีโอกาสได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ คือ ต้องเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง” ผมฟังอย่างซาบซึ้งและพร้อมที่จะปฏิบัติตาม และทันใดนั้นเองคำถามก็ผุดขึ้นมาจากสมองซีกซ้ายของผม ผมจึงขออนุญาตถามอาจารย์ท่านนี้ว่า “ขอโทษครับอาจารย์ ผมมีข้อสงสัยครับ ถ้าคนที่ดีและเก่งแล้วยังไม่มีโอกาสอีกละครับทำยังไงดี” อาจารย์ท่านก็นิ่งคิดไปพักหนึ่งแล้วก็พูดว่า “นั่นสิ” ผมก็เลยแสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกไปว่า “อาจารย์ครับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝังลึกเข้าไปในองค์กรนั้นๆ จนทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมเชิงลบที่แก้ไขได้ยากมากหรือเปล่าครับ ที่ทำให้โอกาสหายไป ?” สรุปได้ว่า “โอกาส” ไม่ได้เกิดกับทุกคน และทุกคนควรไขว่ขว้าหา “โอกาส” เอาเอง และ “โอกาส” นั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกองค์กร แล้วแต่วัฒนธรรมขององค์กรที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยเราให้พบ “โอกาส” ได้อย่างแท้จริงเพราะทุกสิ่งในสากลโลก “มันเป็นเช่นนั้นเอง” เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์กับการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือว่าเป็นยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายๆด้านทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมอันนำไปสู่การปรับตัวเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ทุกประเทศทั่วโลกกำลังมุ่งสู่กระแสใหม่ของการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า สังคมความรู้ (KnowledgeSociety) และระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) ที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการใช้ความรู้และนวัตกรรม (Innovation) เป็นปัจจัยในการพัฒนาและการผลิตมากกว่าการใช้เงินทุนและแรงงาน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้ ซึ่งประกอบกันเป็น "สารสนเทศ" นั้น สามารถลื่นไหลได้สะดวก รวดเร็ว จนสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ระดับบุคคลขึ้นไปถึงระดับองค์กรอุตสาหกรรม ภาคสังคม ตลอดจนในระดับประเทศและระหว่างประเทศ จนกระทั่งภาวะ "ไร้พรหมแดน" อันเนื่องมาจากอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศดังกล่าว ได้เกิดขึ้นในกิจกรรมและวงการต่างๆ และนับเป็นความกลมกลืนสอดคล้องกันอย่างยิ่ง ที่การพัฒนาบุคลากรในสังคมอันประกอบด้วยภาคการศึกษา และการฝึกอบรมเป็นเรื่องราวของการเรียนรู้สารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อมูล (Data) ข่าวสาร (Information)ก็ตาม ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นเครื่องมือที่สามารถนำประโยชน์มาสู่วงการศึกษา ได้อย่างเหมาะสมหากรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์และคุ้มค่าต่อการลงทุน (ไพรัช ธัชยพงษ์และพิเชษ ดุรงคเวโรจน์ .2541) เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ อุปกรณ์ที่เป็นเทคโนโลยีระดับสูงอย่างหนึ่งที่นับว่ามีบทบาทอย่างยิ่งได้แก่ "คอมพิวเตอร์"(Computer) ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวงการ โดยเฉพาะวงการศึกษาได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบริหาร การบริการ และการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน เป็นต้น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ได้ให้ความหมายของ "คอมพิวเตอร์" ไว้ว่า"เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์"คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานแทนมนุษย์ในด้านการคำนวณและสามารถจำข้อมูลทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้ เพื่อการเรียกใช้งานครั้งต่อไป รวมทั้งสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ (Symbol) ได้ด้วยความเร็วสูงโดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม นอกจากนี้ยังมีความสามารถในด้านต่างๆ เช่น การรับส่งข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลไว้ในตัวเครื่องและสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ ได้ (ตวงแสง ณ นคร .2542) คอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้ในวงการศึกษา หรืออาจเรียกว่า คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา (Computer-Based Education, Instructional Computer : IC, Computer-Based Instruction : CBI) มีความหมายเหมือนกันคือ การนำคอมพิวเตอร์ มาใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษา ไม่ว่าจะ เป็นการจัดการเรียนการสอน การลงทะเบียน การจัดทำบัตรนักศึกษา การจัดทำผลการเรียนการสอนรวมไป จนถึงการออกใบรับรองการจบหลักสูตร Robert Taylor นักเทคโนโลยีการศึกษา ได้แบ่งการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา ไว้ในหนังสือ the Computer in the School : Tutor, Tutee โดยได้แบ่งการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในโรงเรียนออกเป็น 3 ลักษณะคือ การใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะของติวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะของอุปกรณ์ การเรียนการสอนและการใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะของผู้เรียน (ดิเรก ธีระภูธร .2545) แต่กระบวนการในการจัดการศึกษาในภาพรวม ไม่ได้หมายถึงสถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ยังมีหน่วยงานทางการศึกษาและองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและสนับสนุนการจัดการศึกษาด้วย ฉะนั้นบทบาทของคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในการศึกษา จึงแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร (computer Applications into Administration) การบริหารการศึกษานับเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทาง นโยบาย อันนำไปสู่แนวทางปฏิบัติในการจัดการศึกษา ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น สิ่งสำคัญในการที่จะช่วยให้บริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพก็คือความพร้อมของข้อมูลในการบริหารจัดการเพื่อการตัดสินใจและกำหนดนโยบายการศึกษา คอมพิวเตอร์จึงเข้ามามีบทบาทในการบริหารการศึกษามากขึ้น ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สรุปได้ดังนี้ 1.1 การบริหารงานทั่วไป เป็นการนำคอมพิวเตอร์ช่วยในการบริหารงานบุคคล งานธุรการ การเงินและบัญชีการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการจัดทำระบบฐานข้อมูล (Management Information System :MIS) เพื่อประโยชน์ในการวางแผนและบริหารการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น 1.2 งานบริหารการเรียนการสอน เป็นการนำคอมพิวเตอร์ช่วยในการบริหารของครูผู้สอนนอกเหนือจากงานด้านการสอนปกติ เช่น งานทะเบียน งานด้านเอกสาร การจัดตารางสอน ตารางสอบ การตรวจและการเก็บรวบรวมคะแนน การสร้าง-วิเคราะห์ข้อสอบ การวัดและประเมินผลการเรียน เป็นต้น 2. คอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการเรียนการสอน (Computer -Managed Instruction) การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ครูผู้สอนไม่ต้องเสียเวลากับการงานบริหาร ครูผู้สอนจะได้มีเวลาไปปรับปรุงบทเรียนให้ทันสมัยและมีเวลาให้กับนักเรียนมากขึ้น เช่น การจัดเลือกข้อสอบ การตรวจและให้คะแนนและวิเคราะห์ข้อสอบ การเก็บประวัตินักเรียนเฉพาะวิชาที่สอนเพื่อดูพัฒนาการด้านการเรียนและการให้คำปรึกษา และช่วยในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนของวิชาที่สอน รวมถึงการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ครูผู้สอนสามารถวิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อออกแบบและพัฒนาระบบการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้เรียน 3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer -Assisted Instruction : CAI) คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ ในการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวต่างๆ มีลักษณะเป็นการเรียนโดยตรง และเป็นการเรียน แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) คือสามารถ โต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ได้ เช่นเดียวกับการสอนระหว่างครูกับนักเรียนที่อยู่ในห้องตามปกติ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลายประเภทตามวัตถุประสงค์ที่จะให้นักเรียนได้เรียน กล่าวคือ ประเภทติวเตอร์ ประเภทแบบฝึกหัด ประเภทการจำลอง ประเภทเกม ประเภทแบบทดสอบซึ่งในแต่ละประเภทก็มีจุดมุ่งหมายในการให้ความรู้แก่ผู้เรียนแต่วิธีการที่แตกต่างกันไป ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือช่วยลดความแตกต่างระหว่างผู้เรียน เช่นผู้ที่มีผลการเรียนต่ำ ก็สามารถชดเชยโดยการเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ และสำหรับผู้มีผลการเรียนสูงก็สามารถเรียนเสริมบทเรียนหรือเรียนล่วงหน้าก่อนที่ผู้สอนจะทำการสอนก็ได้ สรุป แนวโน้มในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษาในปัจจุบันและอนาคตจะเป็นรูปแบบของการเรียนการสอน โดยนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มาผสมผสานกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมีลักษณะเฉพาะ คือ มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลผ่านระบบ World Wide Web ในการใช้เพื่อการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction : WBI) หรือ E-learning ซึ่งวงการศึกษาคงจะหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง เอกสารและแหล่งข้อมูลประกอบการค้นคว้า กิดานันท์ มลิทอง. เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ อรุณการพิมพ์ .2543 ไพรัช ธัชยพงษ์และพิเชษ ดุรงคเวโรจน์. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา. ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ .2541 ตวงแสง ณ นคร. การใช้สื่อการสอน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.กรุงเทพฯ .2542 ดิเรก ธีระภูธร. การใช้คอมพิวเตอร์ในวงการศึกษา. [On-Line] Available: http://www.edu.nu.ac.th/wbi/366514/index.htm
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|